ขั้นตอนค้นหาสไตล์ + แฟชั่นที่ใช่กับเราจริงๆ

ต้องเข้าใจตัวเองก่อน เรียกว่า Style Discovery เป็นการค้นพบตัวเอง การที่จะแต่งตัวสวยได้ เราต้องดึงความสวยของเราออกมา การทำงานทั้งหมด ผู้หญิงที่ไม่ลุกขึ้นมาแต่งตัว เพราะไม่มั่นใจรูปร่าง บางคนมีเสื้อผ้าเยอะมาก แล้วไม่รู้ว่าจะใส่ยังไง บางครั้งเกดไปจัดตู้เสื้อผ้าให้ เจอคนที่ชอบพวก Wesrtern Art มีเสื้อผ้าดอกเหมยพิมพ์ลายโดลเช่ เขาไม่รู้ว่ากระโปรงลายดอกจะทำยังไงกับมันดี คอร์สสอนแต่งตัว ใช้เวลา 4 ชั่วโมง จัดเสื้อผ้าที่มีทั้งหมดออกมาได้ 60 กว่าชุด ผู้หญิงทุกคนมีของอยู่ในตู้ แต่ไม่เคยมองว่าเรามีอะไรบ้าง เราอาจจะไอดอล ดูดารามากเกินไป ทำให้เราไม่พอใจซักทีว่าเราไม่เก๋

 

ต้องรู้จักวัดตัวและรู้ไซส์ เกดจะใช้วิธีวัดตัว ให้ดูว่าส่วนใหญ่ใหญ่สุด แต่เกดจะเล่นกับชื่อรูปร่างแต่ละแบบให้ดูซอฟต์หน่อย เล่นกับรูปร่างว่าเป็นทรงนาฬิกาทราย เราไม่บอกว่าคุณแต่งตัวแบบนี้ไม่ได้ เกดว่าเปลี่ยนตรงนี้หน่อยดีกว่า เปิดด้วยบันทึก เขาจะค้นพบตัวเองมากขึ้นจากคำถาม กิจกรรม เขาจะรู้ว่าตัวเองเหมาะกับอะไร เข้ามาหาตัวเองมากขึ้น

 

คาแรกเตอร์ของแต่ละคน คนที่มาทำเวิร์คช้อปต้องเอาเสื้อผ้ามา ให้เอาตัวที่ใส่บ่อยสุด เราจะรู้ว่าสไตล์เป็นแบบนี้ บางคนหวานฟรุ้งฟริ้งมาก แบ๊วเลย เราจะค่อยๆ บอกว่าน้องเด่นเรื่องความหวาน แต่จะน่าสนใจขึ้นให้เพิ่มอะไรเข้าไป ชมในส่วนที่เขาต้องปรับแล้วใส่ข้อมูลเพิ่มเข้าไป เอาแอคเซอเซอรี่เหล็กเข้าไปมั้ย ใส่รองเท้านี้เข้าไปมั้ย

 

ลองมิกซ์แอนด์แมทช์เสื้อผ้าเพื่อน ในคลาสที่เคยจัดจะให้ทุกคนเปิดกว้าง เอาเสื้อผ้าตัวเองไปแมทช์กับของเพื่อน คนที่แต่งตัวไม่เป็น จะไม่กล้า วิธีนี้จะทำให้เรารู้ว่าตู้เสื้อผ้าของเราก็มิกซ์กับเสื้อผ้าคนอื่นได้ มีคนหนึ่งแต่งตัวเสื้อยืดกางเกงยีนส์ แมนมาก วันที่เขาโดนปรับใส่ลูกไม้ เขาสั่งซื้อลูกไม้ไปหมดเลย จากที่เขาไม่คิดจะลองและไม่เคยคิดจะจับ จากความเชื่อว่าเท่ต้องป็นอย่างนี้ ถ้าใส่ลูกไม้จะไม่เท่ แต่ลูกไม้สามารถเอามาผสมให้เท่ได้แน่นอน

 

แฟชั่นไม่มีอะไรถูกหรือผิด มีแค่สวยกับไม่สวย มันเป็นเรื่องของเซนส์ เราแต่งตัวออกจากบ้าน รู้สึกว่าไม่สวย คนอื่นก็คิดว่าไม่สวยนะ พวกกฎว่าลายชนลาย ใช้ไม่ได้อยู่แล้ว เป็นใครก็ไม่รู้กำหนดขึ้น ต้องรู้จักรูปร่าง ผิดที่เราใส่เสื้อผ้าไม่เหมาะกับรูปร่างของเรา มันพอดี ยาวเกิน สั้นเกิน

10 เทคนิคแต่งตัวให้ดูสูง แถมผอมเพรียว!

นับเป็นเรื่องน่าหนักใจของสาวตัวเล็กเลยทีเดียวค่ะ กับปัญหาการเลือก เสื้อผ้า ที่บางทีใส่แล้วก็ยิ่งดูตัวเล็ก ตัวสั้น กลายเป็นว่าเตี้ยม่อต้อยิ่งกว่าเดิม สาวตัวเล็กคนไหนกำลังเจอปัญหาแต่งตัวอย่างไรให้ดูดีแบบนี้ ฟังทางนี้ด่วนๆ เลยค่ะ เพราะเรามีเทคนิคการแต่งตัว 10 วิธีมิกซ์แอนด์แมทช์ เสื้อผ้า ให้ดูตัวสูงแบบง่ายๆ มาฝาก!

 

เปลี่ยนมาใส่กางเกงขาบาน

ใครที่อยากดูสูงขึ้น กางเกงรัดรูปเก็บเข้าตู้ไปก่อนค่ะสาวๆ ลองหันไปหยิบกางเกงทรงขาบานมาใส่ดูค่ะ เพราะกางเกงทรงนี้จะช่วยให้ขาช่วงล่างของสาวๆ ดูยาวขึ้น และถ้ายิ่งปลายขากางเกงยาวปิดข้อเท้าลงมาจนเสอกับหัวรองเท้าจะยิ่งดูสูงขึ้นไปอีก!

 

อย่าเพิ่งเมินกระโปรงแบบแมกซี่

หลายๆ คนอาจจะคิดว่า สาวตัวเล็ก ไม่ควรใส่กระโปรงยาวๆ เพราะจะยิ่งทำให้ดูเตี้ย ไม่เสมอไปค่ะ เพราะความจริงแล้วกระโปรงยาวหรือแมกซี่สเกิร์ตจะยิ่งทำให้ตัวของสาวๆ ดูสูงขึ้นต่างหาก

 

เลือกใส่ส้นสูงแบบเปิดหน้าเท้ามากๆ

แน่นอนค่ะว่า รองเท้าส้นสูงเป็นทางเลือกหนึ่งที่ทำให้สาวๆ ดูสูงขึ้น แต่แนะนำให้เลือกส้นสูงแบบที่เปิดหน้าเท้าเยอะๆ มากกว่าปิดหุ้มหน้าเท้าทั้งหมดค่ะ เพราะนอกจากจะช่วยให้ดูสูงขึ้นแล้ว ยังช่วยให้สาวๆ ดูผอมลงอีกด้วยนะ!

 

ถ้าชอบใส่สั้น ก็สั้นให้สุด

ข้อนี้ ไม่ได้หมายความว่าให้สาวๆ เลือกใส่กระโปรงหรือกางเกงที่สั้นจุ๊ดจู๋จนเกินงามนะคะ แต่เราหมายถึง สาวๆ ควรหลีกเลี่ยงการใส่กระโปรงหรือกางเกงที่สั้นประมาณเข่า ควรเลือกใส่กระโปรงที่สั้นเหนือเข่าไปเลย อย่างมินิสเกิร์ต เพราะกระโปรงแบบนี้จะช่วยเผยเรียวขาของสาวๆ ได้มากขึ้น

 

ทำผมทรงมวยสูง

ผมทรง Bun หรือ ผมมวย ไม่ได้ช่วยให้เรารู้สึกคล้องตัวเท่านั้นนะคะสาวๆ แต่มันยังช่วยเพิ่มความสูงให้เราอีกด้วย! โดยแนะนำให้มวยสูงเข้าไว้

 

ใส่เสื้อผ้าสีเดียวกันทั้งตัว

การเลือกสีเสื้อผ้าก็เป็นเทคนิคหนึ่งในการเพิ่มความสูงค่ะ เพราะมันจะช่วยสร้างจุดสายตาแบบ vertical line ได้ดีเลยทีเดียว จะดำทั้งตัว หรือสีทั้งตัว ก็สูงได้ไม่แพ้กัน!

 

ไอเท็มเอวสูงต้องมี

เสื้อผ้าทั้งหลายที่เป็นเอวสูงไม่เพียงทำให้ช่วงเอวของเราดูผอมเพรียวเท่านั้นค่ะสาวๆ แต่มันยังทำให้ช่วงขาของเราดูยาวขึ้นอีกด้วย

 

ใส่รองเท้าหัวแหลม

ไม่มีใครที่สามารถใส่ส้นสูงได้ทุกวันและทั้งวันหรอกค่ะสาวๆ ดังนั้นรองเท้าที่จะมาทดแทนส้นสูงได้ดีที่สุดก็คือ รองเท้าส้นเตี้ยแบบหัวแหลมนี่ล่ะค่ะ เพราะรองเท้าแบบนี้จะช่วยนำสายตาเวลามอง ทำให้ขาของสาวๆ ดูยาวขึ้นไม่น้อยเลยล่ะค่า

 

ใส่ชุดลายทางที่เป็นแนวตั้ง

นี่เป็นทริคแต่งตัวเพิ่มความสูงยอดฮิตเลยก็ว่าได้ค่ะสาวๆ เพราะชุดลายทางแบบนี้จะช่วยให้ทั้งช่วงตัวและช่วงขาของสาวๆ ดูยาวขึ้น แบบที่ไม่ต้องใส่ส้นสูงเลยล่ะ!

 

ใส่เสื้อคอวี

เสื้อคอวี ไม่ว่าจะเป็นแขนสั้น แขนยาว หรือแขนกุด จะช่วยให้ช่วงคอของสาวๆ ดูยาวขึ้น ฉะนั้นจำไว้เลยค่ะว่า ไปช้อปปิ้งครั้งหน้าคว้าเสื้อคอวีมาใส่ด่วนๆ !

บุคลิกภาพผิดปกติ 10 แบบบุคลิกภาพ (personality)

เรียนการแต่งตัวที่ไหนดี

ก่อนที่จะเข้าคอร์สเรียนบุคลิกภาพ เรามาทำความรู้จักบุคลิกภาพผิดปกติ 10 แบบบุคลิกภาพ (personality) หมายถึง แบบแผนหรือลักษณะจำเพาะของแต่ละบุคคล โดยเป็นผลรวมของความรู้สึกนึกคิด การรับรู้ และพฤติกรรมการแสดงออกของบุคคลนั้น ที่เป็นไปในชีวิตประจำวันปกติ

 

Personality trait เป็นแบบแผนบุคลิกภาพของแต่ละบุคคล ซึ่งอาจเด่นออกมาในแต่ละด้านไม่เท่ากัน เป็นลักษณะปกติที่คนปกติจะมีได้ ไม่ต้องได้รับการรักษา แต่ถ้าหากเป็นรุนแรงมีความเบี่ยงเบนอย่างชัดเจน พฤติกรรมมีลักษณะ ไม่ยืดหยุ่น มีการปรับตัวไม่เหมาะสม ทำให้เกิดความบกพร่องในหน้าที่การงานหรือมีปัญหาด้านสัมพันธภาพกับผู้อื่น จะเรียกว่า Personality disorder ซึ่งเป็นความผิดปกติ

 

1. Paranoid personality มักแปลการกระทำของบุคคลอื่นว่า จงใจทำลายหรือข่มขู่ตน มีความคิดว่าตนเองกำลังถูกตักตวงผลประโยชน์ไม่ทางใดก็ทางหนึ่งอยู่เสมอ มักมีความระมัดระวังตัวอยู่เสมอ เนื่องจากมีความคิดว่าตนกำลังถูกปองร้าย บ่อยครั้งจะหมกมุ่นอยู่ในความคิดสงสัย ระแวงในเรื่องความซื่อสัตย์หรือความน่าเชื่อถือไว้วางใจของเพื่อนๆ หรือพวกพ้อง หรือมักจะรู้สึกหึงหวงอย่างผิดปกติ มักจะคิดโดยปราศจากหลักฐานว่าคนรักของตนกำลังนอกใจ บุคคลประเภทนี้นักจะตึงเครียด ไม่ผ่อนคลาย และคอยสอดส่องสิ่งแวดล้อม ไม่มีอารมณ์ขัน คำพูดก็ดูเหมือนมีจุดมุ่งหมายและเป็นเหตเป็นผลถึงแม้จะเป็นสิ่งที่ไม่เป็นความจริงก็ตาม ความคิดจะหนักไปทางการโยนความผิด การกล่าวโทษผู้อื่นอยู่เสมอ

2. Schizoid personality (ซคิซอยด์) บุคคลมีลักษณะเย็นชา ห่างเหินไม่ค่อยชอบเข้าสังคม ชอบอยู่เงียบๆคนเดียว ไม่ต้องการมีความรู้สึกผูกพันกับใคร สนใจงานที่ทำคนเดียว ไม่ต้องแข่งขันกับใคร มีความสนใจในกิจกรรมที่ไม่ต้องติดต่อกับผู้คน เช่นดาราศาสตร์ คณิตศาสตร์ หรือบางคนสนิทกับสัตว์เลี้ยงมาก มักจะไม่สนใจที่จะมีความสัมพันธ์ทางเพศ มักเพ้อฝันสร้างจินตนาการของตนเอง ฉะนั้นแล้ว ส่วนใหญ่จะไม่ได้แต่งงาน

3. Schizotypal personality (ซคิโซไทปอล) มีความคิด พฤติกรรม และลักษณะท่าทางแปลกๆ ส่วนใหญ่จะเชื่ออำนาจวิเศษ โชคลาง ผีสาง เรื่องทางจิต หรือประสาทสัมผัสที่หก มักมีปัญหาในการติดต่อสื่อสารกับบุคคลอื่น เนื่องจากมีคำพูดที่แปลกๆ บางครั้งวกวน เลื่อนลอยในสาระ บางครั้งจะมีอารมณ์หรือพฤติกรรมที่ไม่สมเหตสมผล ดังนั้นจะปราศจากเพื่อนสนิทหรือเพื่อนคู่คิด

4. Antisocial personality หากคบหาผิวเผินจะไม่เห็นว่ามีความผิดปกติ และบางครั้งอาจดูดีมีเสน่ห์ได้ แต่ประวัติในวัยเด็กจะมีตั้งแต่โกหก หนีโรงเรียน หนีออกจากบ้าน ลักขโมย ชกต่อย ใช้สารเสพติด ทำในสิ่งที่ผิดกฎหมาย ซ้ำแล้วซ้ำเล่า ผู้ป่วยจะมีพฤติกรรมที่หุนหันพลันแล่น ใจร้อน หงุดหงิด ก้าวร้าว ชอบเปลี่ยนคู่ครอง ทำร้ายร่างกายเด็ก ติดสุรา ที่สำคัญคือ “ปราศจากการสำนึกผิด” ไม่มีความวิตกกังวลหรือเสียใจในการกระทำของตน ไม่สนใจความรู้สึกของผู้อื่น พยายามหาเหตผลเข้าข้างตนเอง ขาดมโนธรรมที่ดี

5. Borderline personality จะมีอารมณ์ที่แปรปรวนอย่างมาก ความสัมพันธ์กับผู้อื่นที่ไม่มั่นคง มีความแปรผันอย่างสุดขอบ คือเมื่อต้องพึ่งพาบุคคลใกล้ชิดจะมีความรู้สึกว่าบุคคลนี้ดีมากๆ แต่หยกมีเรื่องไม่พอใจกับบุคคลเดียวกันนี้ก็จะรู้สึกโกรธ ไม่เห็นความดีของบุคคลเดิมอีกเลย ผู้ป่วยจะทนความเหงาหรืออยู่คนเดียวไม่ได้ กลัวการถูกทอดทิ้ง ดังนั้นจะสามารถสนิทสนมกับคนแปลกหน้าได้ในระยะเวลาอันสั้น นอกจากนี้ยังมีความแปรปรวนไม่แน่ใจในเอกลักษณ์ และความรู้สึกของตนเอง จึงรู้สึก ว่างเปล่า เบื่อหน่าย ซึมเศร้า พฤติกรรมเหล่านี้ทำให้ไม่ประสบความสำเร็จในหน้าที่การงาน บางคนอาจรุนแรงถึงขั้นพยายามฆ่าตัวตาย หรือทำร้ายตัวเองซ้ำแล้วซ้ำเล่า เพื่อเป็นการเรียกร้องความสนใจจากบุคคลอื่น หรือเป็นการแสดงความโกรธ

6. Histrionic personality มีพฤติกรรมเรียกร้องความสนใจสูง โดยจะแสดงความคิดและความรู้สึกที่เกินความเป็นจริง ทำทุกสิ่งทุกอย่างให้มีความสำคัญมากกว่าที่เป็นอยู่ และแสดงความเสียใจอย่างมาก เมื่อรู้ว่าตนไม่ได้เป็นณี่ยอมรับ หรือเป็นที่น่าสนใจ บางคนอาจแสดงพฤติกรรมที่ยั่วยวน โดยเฉพาะเพศหญิง อย่างไรก็ตาม ความสัมพันธ์กับผู้อื่นมักเป็นแบบผิวเผิน และมีความรู้สึกว่าต้องพึ่งพาบุคคลอื่น จึงเป็นสาเหตให้ถูกชักจูงได้ง่าย และไม่มีความมั่นใจในตนเอง จึงต้องการคำยืนยัน ความมั่นใจซ้ำแล้วซ้ำเล่า

7. Narcissistic personality มักหลงตัวเองว่ามีความสำคัญอย่างมาก เป็นบุคคลพิเศษ จึงคาดหวังว่าจะต้องได้รับการตอบสนองดูแลเป็นอย่างดี ซึ่งจะทนต่อคำวิพากษ์วิจารณ์ตนไม่ได้ ในทางตรงข้ามก็ต้องการคำยกย่องสรรเสริญ มักเพ้อฝันถึงความสำเร็จ ชื่อเสียง หรือความสวยงามของตน ความสัมพันธ์กับผู้อื่นจึงผิวเผิน ไม่รู้สึกเห็นอกเห็นใจ หรือไม่สนใจในความรู้สึกและความต้องการของผู้อื่น ในบางครั้ั้งก็อาจแสวงหาประโยชน์ส่วนตัวจากความสัมพันธ์กับผู้อื่น เช่น เอาเปรียบผู้อื่น เพื่อให้บรรลุเป้าหมาย ความมั่นใจในตนเองของผู้ป่วยมักเปราะบาง จึงทำให้เกิดอาการซึมเศร้าได้ง่าย

8. Avoidant personalty ไวต่อความรู้สึกถูกปฏิเสธ ถูกทอดทิ้งจากบุคคลอื่น ผู้ป่วยอยากเข้าสังคม อยากมีเพื่อน แต่ขี้อายด้วยเกรงว่าอาจจะถูกปฏิเสธ ไม่ยอมรับ ทำให้ขาดความมั่นใจในการติดต่อกับผู้อื่น จึงพยายามหลีกเลี่ยงกิจกรรมที่ต้องพบปะกับบุคคลอื่นและสังคม ผู้ป่วยจะกลัวในการพูดต่อหน้าสาธารณชน และไม่กล้าที่จะขอร้องใคร เพราะกลัวที่จะถูกปฏิเสธ ในบางครั้งมักแปลความคิดเห็นของผู้อื่นไปในทางที่ผิดๆ เช่นคิดว่าตนเษงกำลังถูกหัวเราะเยาะ คนในกลุ่มนี้จะมีลักษณะขี้อาย และพยายามทำความพึงพอใจให้กับบุคคลอื่น มองตนเองในแง่ลบ คิดว่าตนไม่เก่ง มีบุคลิกที่ไม่ดึงดูดใจ หรือต่ำต้อย

9. Dependent personality มีพฤติกรรมที่ยึดถือพึ่งพา และยอมให้ผู้อื่นรับผิดชอบตัดสินใจในส่วนที่สำคัญๆของชีวิตตน ถ้าจำเป็นต้องตัดสินใจ จะต้องได้รับคำแนะนำและความมั่นใจจากผู้อื่นเป็นอย่างมาก พยายามหลีกเลี่ยงการเป็นผู้นำ และจำมีความสุขกับการเป็นผู้ตามมากกว่า ไม่กล้าที่จะแสดงความไม่เห็ฯด้วยกับผู้อื่นด้วยกลัวว่าจะไม่เป็นที่ยอมรับ และไม่กล้าในการเสนอโครงการหรือทำสิ่งใดๆด้วยตนเอง เนื่องจากขาดความมั่นใจในความสามารถ มากกว่าที่จะขาดแรงจูงใจหรือพละกลังในการกระทำ ผู้ป่วยจะมีความรู้สึกไม่สบายหรือสิ้นหวังเมื่อต้องอยู่คนเดียว กลัวการถูกทอดทิ้ง เพราะกลัวเกินจริงว่าไม่มีความสามารถที่จะดูแลตนเองได้ และจะพยายามหาความสัมพันธ์ใหม่ทันที เมื่อความสัมพันธ์เก่าสิ้นสุด

10. Obsessive – Compulsive personality ลักษณะสำคัญได้แก่ จะต้องทำทุกอย่างให้เรียบร้อย และไม่ยืดหยุ่น โดยจะยึดกับกฏระเบียบเล็กๆน้อยๆ หรือรายละเอียดต่างๆ จนทำให้มองข้ามจุดสำคัญๆ ของกิจกรรมนั้นไป ผู้ป่วยจะมีปัญหาด้านมนุษยสัมพันธ์ เนื่องจากไม่ยอมประนีประนอม และยืนกรานให้ผู้อื่นทำตามความต้องการของตน แต่จะอุทิศเวลาให้กับงานอย่างมากมาย จนลืมนึกถึงการพักผ่อนและความสัมพันธ์กับเพื่อนฝูง นอกจากนี้ยังมีมโนธรรมสูง ตั้งตนอยู่ในศีลธรรม โดยขาดความยืดหยุ่นกับเรื่องศีลธรรม จรรยาบรรณ และค่านิยม บางคนไม่ยอมทิ้งของที่เก่าเสีย ใช้การไม่ได้ และมีการใช้จ่ายอย่างตระหนี่ โดยถือว่าเงินตราจะต้องเก็บไว้เพื่ออนาคตที่อาจเกิดความยากลำบาก และจะมีความวิตกกังวลสูงหากมีอะไรมาทำให้กิจวัตรของตนเปลี่ยนไป