3 เหตุผลที่ไม่ควรปล่อยให้ผู้ชายต้องเป็นสายเปย์

ผู้หญิงจำนวนหนึ่งชอบผู้ชายสายเปย์ก็จริง แต่ก็มีอีกจำนวนไม่น้อยที่ไม่ได้ชอบให้ฝ่ายชายมาจ่ายให้หมดกับทุกสิ่งในชีวิต แม้ว่าเวลาเป็นแฟนกันแล้ว ส่วนใหญ่แล้วผู้ชายจะเป็นฝ่ายออกค่าใช้จ่ายให้ฝ่ายหญิงทั้งหมด ทั้งค่าแท๊กซี่ กินข้าว ดูหนัง ฟังเพลง หรือ แม้กระทั่งเลยเถิดไปถึงค่าคอนโดของฝ่ายหญิง ซึ่งเรื่องแบบนี้หลายคนมองว่าเป็นเรื่องปกติ เพราะทำกันมานานแล้ว แถมบางคนยังคิดว่า มันเป็นหน้าที่ของผู้ชายเสียด้วยซ้ำ

 

แต่ในศตวรรษที่ 21 แม้ผู้ชายยังคงต้องเดินในทางสายเปย์เหมือนเช่นในอดีต หากมีคำแนะนำจากนักจิตวิทยาระบุว่า หากจะคิดรักษาความสัมพันธ์กันให้ยืนยาว การจัดสรร หรือ ทำข้อตกลงกันระหว่างชายหญิงเพื่อไม่ให้ได้เปรียบเสียเปรียบกัน จะช่วยให้ความสัมพันธ์ยืนยาวยิ่งขึ้น ไม่ใช่แต่งงานกันไปแล้วปรากฏว่าเมื่อเลิกรากัน ฝ่ายชายต้องออกมาบอกว่า เพราะรับภาระของทางบ้านฝ่ายหญิงไม่ไหวแล้ว หรือ ฝ่ายหญิงเองก็ไม่คิดจะช่วยตัวเองเลยหวังจะพึ่งเงินของผู้ชายตลอด

 

เมื่อเป็นเช่นนั้นแล้วเรามาหาทางสายกลาง และ ทำความเข้าใจกันดีกว่าว่า เหตุผลที่ดีสามข้อที่ผู้หญิงไม่ควรจะปล่อยให้ผู้ชายเป็นฝ่ายจ่ายตลอดเวลานั้นเพราะอะไร

 

ไม่ยุติธรรมเลยถ้าปล่อยให้ “เขา” ต้องจ่ายอยู่ฝ่ายเดียว

บนพื้นฐานความสัมพันธ์ในชีวิตคู่นั้น การสร้างความสัมพันธ์ควรเริ่มต้นที่ต่างฝ่ายต่างแบ่งปันและให้ความเท่าเทียมกันในทุกสิ่ง ไม่ใช่เป็นความสัมพันธ์ที่ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งต้องเป็นผู้ทุ่มให้ตลอดเวลา ทั้งสองฝ่ายควรจะแบ่งปันกันออกค่าใช้จ่าย แม้กระทั่งการเลือกที่จะใช้วันหยุดร่วมกัน ที่ต่างฝ่ายไม่ต้องฝืนใจ

 

อันที่จริงแล้ว ถ้าฝ่ายชายต้องการจะสร้างความประทับใจให้กับฝ่ายหญิงในการพบกันครั้งแรก ก็เป็นเรื่องที่ไม่มีปัญหาอะไร แต่อย่าปล่อยให้กลายเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นเป็นปกติในทุกครั้งที่นัดพบกัน เพราะเมื่อสร้างความสัมพันธ์ไปแล้ว ทั้งสองฝ่ายอาจไม่รู้ว่าคู่ของตนเองนั้นอึดอัดใจหรือไม่ หรือ มีเงินที่มาคอยเลี้ยงตลอดเวลาได้แค่ไหน

 

ในความเป็นจริงแล้วเมื่อเริ่มคบกันไปสักระยะ ลองพูดคุยกันแบบผู้ใหญ่ว่าฝ่ายชายจะเป็นผู้จ่ายค่าอะไรให้บ้าง และ ฝ่ายหญิงจะช่วยแชร์ ค่าอะไรบ้าง แบบนี้จะช่วยให้ต่างฝ่ายต่างไม่อึดอัดใจ และพอใจที่จะได้แบ่งปันหรือดูแลกันและกันไม่ให้ลำบากเกินไป

 

วิธีคิดว่าผู้ชายคือเจ้าของผู้หญิงเก่าไปแล้ว

ในอดีตนั้น การดำเนินชีวิตของผู้คนไม่เหมือนในปัจจุบัน ผู้หญิงไม่ได้มีอิสระมากนักทั้งในเรื่องการศึกษา หรือ การทำงาน แต่โลกปัจจุบันทุกอย่างเปลี่ยนไปแล้ว ผู้หญิงทำงานได้ทัดเทียมกับผู้ชาย และความคิดที่ว่าเมื่อเป็นคู่ชีวิตกัน ผู้ชายจะเป็นเจ้าของผู้หญิงนั้น เรียกว่าเป็นความคิดในยุคเก่าไปแล้ว เพราะปัจจุบันสังคมที่ผู้ชาย เป็นฝ่ายหาเลี้ยงผู้หญิงมีหน้าที่ทำหน้าที่แม่บ้านนั้น เหลือน้อยเต็มที

 

ปัจจุบันผู้หญิงมีที่ยืนในสังคมมากขึ้น หากเราจะปล่อยให้วิธีคิดแบบเก่าครอบงำต่อไป คงไม่ใช่เรื่องดี ไม่ว่าจะเป็นวิธีคิดที่ว่าการปล่อยให้ฝ่ายชายจ่าย และ เออออไปกับทุกสิ่งที่เขาทำ วิธีคิดแบบนั้นจะทำให้ผู้หญิงกลายเป็นฝ่ายถูกเลือก และ ผู้ชายก็จะมีสถานะเป็นเจ้าของเช่นเดิม ซึ่งมันไม่สอดคล้องกับสังคมในปัจจุบันสุดท้ายแล้วเมื่อต่างฝ่ายต่างอึดอัด และสายเกินไปที่จะพูดคุยสุดท้ายเรื่องเงินก็จะกลายเป็นส่วนที่บั่นทอน และทำให้ ชีวิตคู่พังลงได้

 

ถึงจะสายเปย์ แต่ก็ใช่ว่าจะเปย์ให้ได้ตลอดชีวิต

คนเราเวลาตกหลุมรักกันใหม่ๆ อะไรก็ดีไปหมด แต่พอเวลาผ่านไปนานวันเข้าทั้งสองฝ่ายจะเห็นข้อดีและข้อเสียของกันและกันมากขึ้น ยิ่งเมื่อได้แต่งงานและใช้ชีวิตคู่ร่วมกันจะยิ่งชัดเจนที่สุด และเปราะบางมากที่สุดเพราะต่างคนต่างก็ไม่เหลือความเกรงใจซึ่งกันและกัน ไม่ว่าจะเป็นข้อดีข้อเสีย ต่างก็จะมาถมใส่กันหมดด้วยอารมณ์ และยิ่งมีข้อเสียมากเท่าไร ความรู้สึกแย่ๆก็จะไม่ถูกเก็บเอาไว้ ต่างก็จะระเบิดออกมา

 

ความสัมพันธ์ที่ดีที่สุดควรเริ่มต้นรู้จักตัวตนของแต่ละคนให้ได้เร็วที่สุด และต้องทำข้อตกลงที่ไม่ให้ใครได้เปรียบเสียเปรียบ เพราะเมื่อวันหนึ่งที่ตัดสินใจใช้ชีวิตร่วมกัน ทั้งสองฝ่ายจะไม่มีอะไรติดค้างอยู่ในใจ และรู้ว่าเป็นข้อตกลงร่วมกันที่ยอมรับกันแต่แรกแล้ว ดังเช่นเรื่องการปล่อยให้ฝ่ายชายจ่ายเป็นฝ่ายเดียว นานวันเข้าเมื่อใช้ชีวิตร่วมกันแล้วฝ่ายชายต้องจ่ายในทุกบิลและทุกค่าใช้จ่ายในบ้าน ก็จะทำให้เกิดอาการกินใจกันทีละน้อย หากฝ่ายหญิงมีงานทำและมีเงินเดือนแต่ไม่ได้ร่วมจ่ายอะไรเลย หรือแม้แต่ฝ่ายหญิงส่งเสียให้กับครอบครัวตนเองเพียงอย่างเดียว โดยปล่อยให้เรื่องค่าใช้จ่ายในบ้านและของตนเองเป็นของผู้ชาย ซึ่งเรื่องราวแบบนี้ มีให้เห็นได้ตามเรื่องเล่าบนโลกออนไลน์

 

ดังนั้นสิ่งที่ดีที่สุดคือการตกลงที่เท่าเทียม ไม่มีใครไดเปรียบเสียเปรียบใครจะดีที่สุด เพราะต่อให้ฝ่ายชายกระเป๋าหนักแค่ไหน แต่ถ้าต้องมาจ่ายให้กับผู้หญิง แบบหมดหน้าตัก พวกเขาก็คงต้องเลือกเช่นเดียวกัน

เปิดทริค!! แต่งหน้าไปผับยังไง ให้ได้ผู้!!

ฮัลโหลลลลล!! เห็นแค่หัวข้อก็รีบกดเข้ามาอ่านกันเลยล่ะสิ! ใช่แล้วค่ะสาวๆวันนี้ มีทริคการแต่งหน้าไปผับยังไง ให้ได้ผู้!! มาฝากกัน..สาวๆหลายคนอาจจะสงสัยว่า แค่แต่งหน้าไปผับแค่นี้ต้องสอนด้วยเหรอ!! ขอบอกเลยว่าต้องสอนด่วนๆ เพราะ มีหลายคนเลยนะที่แต่งหน้าไปผับทีไร โป๊ะตลอด..แต่งเยอะจนเมคอัพหนาเกินบ้าง หน้าลอย หน้าเทาบ้าง รับรองถ้ายังแต่งหน้าแบบนั้นไปผับไม่ได้ผู้แน่นอนค่ะ!!

 

ซึ่งทริคการแต่งหน้าที่เรานำมาฝากสาวๆกันนี้สามารถแต่งตามได้แบบง่ายๆเลยนะคะ..สาวๆอยากรู้กันแล้วใช่ไหมล่ะว่า ทริคแต่งหน้าไปผับแบบสวยๆ ให้ได้ผู้ นั้นจะแต่งอย่างไร ถ้าอย่างนั้นเรามาดูไปพร้อมกันเลยดีกว่าค่าาา…

 

ทริคที่หนึ่ง : ผิวหน้าต้องเป๊ะ!

นอกจากผิวขาวแล้ว ผิวหน้าถือว่ามีความสำคัญมากๆเลยนะคะ ถ่ายรูปออกมาแล้วจะหน้าลอย เทา เป็นคราบ หรือไม่ ก็ขึ้นอยู่กับส่วนนี้เป็นหลักนี้แหละค่ะ!

 

ขั้นแรก : ต้องบำรุงผิวหน้าก่อนการแต่งหน้าเสมอนะ แม้ว่าจะแต่งหน้าตอนกลางคืนก็ตาม เพราะถ้าผิวหน้าเราแห้ง ก็จะทำให้แป้ง หรือ รองพื้นแห้งลอก เป็นคราบ ไม่เรียบเนียนได้ค่ะ ดังนั้นสาวๆจึงต้องทาครีมบำรุง หรือ มอยส์เจอร์ไรเซอร์เพื่อเพื่มความชุ่มชื่นให้ผิวหน้าก่อนนะ!

 

ขั้นที่สอง : มาถึงขั้นตอนการลงรองพื้นกันบ้าง ขั้นตอนนี้นี่แหละที่สาวๆหลายคนพลาดกันเยอะมาก เพราะเลือกสีรองพื้นผิดเบอร์ หน้าจึงลอย วอก เทานั่นเอง! ดังนั้นสาวๆต้องเลือกรองพื้นสีที่พอดีกับสีผิว เมื่อถ่ายรูปที่ต้องเจอแสงแฟลชหน้าจะได้ไม่ลอยยังไงล่ะคะ! แต่ถ้าสาวๆคนไหนคิดว่าการลงรองพื้นเป็นเรื่องยุ่งยาก แถมยังหนักหน้า ไม่สบายผิวอีกล่ะก็..เราขอแนะนำให้สาวๆใช้แป้งพัฟผสมรองพื้น อย่างแป้งพัฟ BUTTERFLY MIRACLE TWO WAY POWDER SPF20 PA++ หรือ แป้งผีเสื้อ นี้เลยค่ะ!!

 

เพราะปกปิดดีมากกกก หน้าเนียนสวยแบบไม่ต้องใช้รองพื้นเลย แถมยังมีสีให้เลือกถึง 3 สี ซึ่งเป็นสีที่เข้ากับผิวสาวไทยสุดๆไปเลยอีกด้วย รับรองเลยว่าไม่ทำให้หน้าวอก หน้าเทาแน่นอน โดยแป้งผีเสื้อมีสี เบอร์ 1 สำหรับสาวผิวขาวอมชมพู ทาแล้วหน้าสวยแบบมีออร่า เบอร์ 2 สำหรับสาวผิวขาวเหลือง ช่วยปรับผิวให้เนียนผ่องขึ้นมาก และสีเบอร์ 3 เอาใจสาวผิวสองสี ทาแล้วหน้าไม่เทา แถมยังช่วยให้หน้าเนียนสวยขึ้นมากอีกด้วย

 

ทริคที่สอง : สีแรงๆไม่ได้ดูแพงเสมอไป!

สาวๆอาจจะคิดว่าเราต้องลงสีตา แก้ม ปาก คิ้ว แบบแน่นๆ ถึงจะดูสวย ขอบอกว่าคิดผิดค่ะ! เพราะถ้าลงสีแรงๆหนักๆทั้งใบหน้า จะทำให้ตีกันไปหมด จากสวยจะกลายเป็นพังได้นะคะ ดังนั้น เราขอแนะนำให้สาวๆเลือกแต่งส่วนใดส่วนหนึ่งให้เด่นออกมาจะดีกว่า อย่างเช่น ถ้าปากแรงแล้ว ตากับแก้มก็ควรอ่อนกว่านะ! ส่วนเรื่องการเลือกสี ก็ต้องเป็นไปตามชุดที่เราใส่ในวันนั้นจะดูสวยขึ้นค่ะ!

 

ทริคที่สาม : อย่าคอนทัวร์จนหน้าไหม้!

สาวๆหลายคนกลัวว่าหน้าจะบาน อยากหน้าดูเรียวเล็ก ถ่ายรูปออกมาจะได้สวยๆ เลยเลือกที่จะคอนทัวร์ เฉดดิ้งใบหน้าหนักมาก จนบางครั้งจากที่ใบหน้าจะดูเรียวแบบมีมิติ ดันกลายเป็นไหม้ หน้าดำได้นะคะ ดังนั้น สาวๆควรจะคอนทัวร์ เฉดดิ้ง และ ไฮไลท์ใบหน้าแบบพอดีๆจะดีกว่าค่าาา

 

เห็นไหมว่าแต่ละทริคการแต่งหน้านั้นง่ายมาก! เพียงแค่สาวๆแต่งหน้าให้ถูกวิธี เลือกสีแป้งให้เข้าตัวเอง แค่นี้ก็สวยเป๊ะปัง แต่งหน้าไปผับเมื่อไหร่รับรองได้ผู้กลับมาแน่นอน!!

‘ครีมหน้าขาว’ ฮิตที่สุดของวัยรุ่นหน้าขาวใสปิ๊งปี 2018 !

15 ‘ครีมหน้าขาว’ ฮิตที่สุดของวัยรุ่นหน้าขาวใสปิ๊งปี 2018 !

ครีมหน้าขาว ว่าด้วยวิธีทำให้ผิวขาวเรื่องของความสวยความงามแล้ว หนุ่มๆสาวๆ วัยรุ่น วัยทำงาน อย่างเรา ล้วนแล้วแต่อยากจะมีผิวพรรณที่ขาวสดใสกันทั่วเรือนร่างตั้งแต่ผิวขา ผิวแขน และโดยเฉพาะอย่างยิ่ง “ผิวหน้า” เนื่องจากในส่วนของใบหน้าเป็นส่วนแรกที่สามารถสร้างความประทับใจแก่ผู้ที่พบเห็นได้ทันที

 

ดังนั้นแล้วการมีผิวหน้าเนียน ขาวใสเปล่งปลั่ง ทำให้ดูดีมีออร่า ย่อมสร้างความประทับใจแก่คนที่พบเห็นเรา และยังมีส่วนทำให้สาว ๆ อย่างเรา เกิดความมั่นใจในตัวเองขึ้นเข้าไปอีกด้วย!

 

แล้วเราจะทำอย่างไรเพื่อให้ใบหน้าขาวใสกันล่ะ? ไม่ยากเลย ^^ สำหรับก่อนอื่นเราต้องเรียนรู้ที่จะทำการบำรุงผิวหน้าของเราให้ดีขึ้นกันก่อน แล้วเราก็ได้รวบรวมสุดยอดครีมบํารุงผิวหน้าตัวท็อปของปี 2018 มาไว้ให้เพื่อน ๆ ได้เลือกใช้กันที่นี่แล้ว ว่าแต่จะมีตัวไหนกันบ้าง เราไปดูพร้อม ๆ กันเลยค่ะ

 

ครีมบำรุงผิวหน้าแบบ Sleeping Mask ที่ช่วยให้ผิวหน้าขาวใสได้ดีตัวหนึ่งในตลาด ด้วยสารสกัดของ Alpha Arbutin ที่ขึ้นชื่อในเรื่องของการช่วยให้ผิวขาวใสอย่างได้ผล นอกจากนั้นยังช่วยให้ผิวหน้านุ่ม ชุ่มชื่น แต่งหน้าติดง่ายระหว่างวันแม้คนนอนดึก หรือ ผิวหน้าโทรม

 

สำหรับสาวๆที่ผิวแห้ง หรือ มันจนเกินไปก็ช่วยปรับสภาพผิวให้สมดุลย์ การใช้ครีมจะใช้เป็นแบบ วันเว้นวัน หรือ อาทิตย์ละ 3 ครั้งเท่านั้น ถือว่าประหยัดและใช้ได้นานทีเดียว . . .  ถือว่าเป็นครีมหน้าขาวอีกแบรนด์ที่เป็นที่นิยมมาเป็นเวลานาน และยังได้รับความนิยมในปัจจุบัน ส่วนราคานั้นอยู่ที่ 950 บาท ต่อ 1 กระปุก

 

ครีมบำรุงผิวหน้าของแบรนด์ลอรีอัลที่ได้รับแรงบันดาลใจจากเลเซอร์ มีส่วนผสมจากกลุ่มสารสกัดของ pro-vanishtm สามารถช่วยบำรุงผิวพรรณของสาว ๆ ให้ขาวกระจ่างใส เผยออร่าขจัดความหมองคล้ำโดยช่วยระดับเม็ดสีผิว สามารถช่วยลดเลือนจุดด่างดำ และยังปรับสีผิวให้แลดูขาวเนียนใสขึ้น

 

ส่วนของเนื้อครีมไม่เป็นคราบขาว แม้มีส่วนผสมของสารกันแดด เป็นครีมทาหน้าที่เหมาะกับสาว ๆ ที่มีผิวแห้ง เพราะนอกจากจะเป็นครีมประเภท whitening cream แล้ว ยังสามารถช่วยบำรุงผิวให้มีความนุ่มลื่นชุ่มชื้น ไม่ทำให้ผิวแห้งอีกด้วย ราคาประมาณ 499 บาท สามารถใช้คู่กับครีมประเภท night cream ได้ค่ะ

 

ครีมแบบ Day Cream SPF15 ของ Pond’s Age Miracle Cell ReGEN มีความขึ้นชื่อในเรื่องของความช่วยลดริ้วรอยแห่งวัยและยังมีส่วนบำรุงให้ใบหน้าขาวกระจ่างใสให้มากขึ้น ด้วยการการันตีจากสาว ๆ หลาย ๆ คน ที่มักบอกว่าครีมตัวนี้มีกลิ่นหอมและไม่มีความเหนียวเหนอะหนะ

 

สามารถช่วยลดริ้วรอยแห่งวัยให้สาว ๆ อย่างได้ผล แถมยังช่วยปกป้องผิวจากแสงแดดได้อีกด้วย ราคาเพียง 449 บาทเท่านั้น อ๊ะ ๆ แอบบอกนิดนึง ครีมทาหน้าตัวนี้มี night cream สำหรับบำรุงให้ผิวชุ่มชื้นให้กับสาว ๆ ในตอนกลางคืนด้วยนะ!

 

 

วิธีดูแลผิวหน้าให้สวยใส ทำง่าย.. ไม่ต้องจ่ายแพง !

อยากมีผิวหน้าสวยใสในราคาประหยัดงบ ไม่ต้องเข้าคอร์สความงามให้สิ้นเปลือง เพียงสาวๆ ทำตามนี้ รับประกันค่ะว่าคุณจะมีผิวหน้าสวยใสแน่นอน

 

1.ล้างหน้าให้สะอาดหมดจด

ก่อนล้มตัวลงนอนทุกครั้ง สาวๆ ต้องล้างหน้าให้สะอาดอยู่เสมอ โดยเฉพาะสาวคนไหนที่แต่งหน้า ต้องเช็ดเครื่องสำอางออกเสียก่อนแล้วล้างหน้าตามขั้นตอนปกติอย่างถูกต้อง และควรล้างหน้าให้สะอาดเช้าเย็น เพียงเท่านี้ก็จะช่วยกำจัดสิ่งสกปรกไม่ให้อุดตันรูขุมขน อันเป็นสาเหตุของการเกิดสิวได้แล้ว

 

2.เลือกผลิตภัณฑ์ล้างหน้าที่เหมาะสมกับผิว

ผลิตภัณฑ์ล้างหน้าในปัจจุบันมีให้เลือกใช้มากมายหลายยี่ห้อ แนะนำให้สาวๆ เลือกใช้ผลิตภัณฑ์ล้างหน้าที่เหมาะสมกับสภาพผิว ไม่ว่าจะเป็นเจล ครีม สบู่หรือโฟมล้างหน้า สำหรับสาวผิวแห้ง ควรเลือกสูตรที่ช่วยให้ผิวชุ่มชื้นและอ่อนโยนต่อผิว

 

3.ซับผิวหน้าอย่างเบามือ

หลังจากล้างหน้าเสร็จแล้ว หลายคนอาจจะเผลอหยิบผ้าขนหนูมาเช็ดถูผิวหน้าอย่างรุนแรง แต่แบบนี้จะเป็นการทำลายผิวให้เกิดการเสียดสีและมีริ้วรอยง่ายขึ้น แนะนำให้ซับหน้าด้วยผ้าขนหนูนุ่มๆ อย่างเบามือจะดีที่สุด และควรหมั่นเปลี่ยนผ้าขนหนูผืนใหม่ทุกสัปดาห์ เพื่อป้องกันไม่ให้สิ่งสกปรกบ่มเพาะในเส้นใยผ้ามากเกินไป

 

4.สครับผิวหน้า

ควรสครับผิวหน้าบ้าง สัปดาห์ละ 1-2 ครั้ง เพื่อผลัดเซลล์ผิวที่เสื่อมสภาพแล้วให้หลุดออก เผยผิวใหม่ที่สดใสและแข็งแรงกว่าเดิม

 

 

5.ทาครีมบำรุงที่เหมาะกับผิว อย่าง indiglow

เลือกทาครีมบำรุงผิวที่มีเหมาะสมกับสภาพผิวหน้า เช่น สาวผิวแห้งก็ควรเลือกครีมบำรุงชนิดเซรั่มหรือมอยส์เจอไรเซอร์เข้มข้น เพื่อการบำรุงผิวให้ชุ่มชื้นอย่างล้ำลึก

 

6.ทาครีมกันแดดทุกวัน

หลังจากทาครีมบำรุงผิวหน้าแล้ว สิ่งที่ละเลยไม่ได้เด็ดขาดก็คือ การทาครีมกันแดดเป็นประจำทุกวัน โดยเฉพาะในช่วงกลางวัน แม้ว่าสาวๆ จะไม่ได้ออกจากบ้านก็ตาม แต่แสงไฟและแสงจากหน้าจอคอม/มือถือก็มีผลทำให้ผิวหน้าหมองคล้ำได้เช่นเดียวกัน ดังนั้น การทาครีมกันแดดไว้เสมอจะช่วยปกป้องผิวจากรังสีเหล่านี้ได้แน่นอน

 

7.หยุดพักการแต่งหน้าบ้าง

จริงอยู่ที่การแต่งหน้าจะทำให้สาวๆ สวยมั่นใจ แต่เราควรพักการแต่งหน้าบ้าง โดยเฉพาะวันหยุดที่ไม่ได้ออกไปไหน เพื่อให้รูขุมขนได้พัก ได้ฟื้นฟูตัวเองและรับออกซิเจนมากขึ้น

 

8.ทำความสะอาดอุปกรณ์แต่งหน้า

ไม่ว่าจะเป็นพัฟ ฟองน้ำหรือแปรงแต่งหน้า ล้วนเป็นแหล่งสะสมเชื้อโรคทั้งสิ้น สาวๆ จึงควรนำอุปกรณ์แต่งหน้าเหล่านี้มาล้างทำความสะอาดบ้างอย่างน้อยสัปดาห์ละครั้ง ก็จะช่วยลดการสะสมของแบคทีเรียลงได้ เป็นการป้องกันการเกิดสิวอีกทางหนึ่งได้ดีทีเดียว

 

9.มาส์กบำรุงผิวหน้า

การมาส์กหน้า เป็นการบำรุงผิวหน้าอย่างล้ำลึก สาวๆ สามารถทำได้ง่ายๆ ไม่ว่าจะใช้แผ่นมาส์กสำเร็จรูปที่มีขายทั่วไป หรือมาส์กสูตรโฮมเมดก็ได้เช่นกัน สารอาหารจากมาส์กจะฟื้นบำรุงผิวและทำให้ผิวขาวกระจ่างใสในทันตาเลยล่ะ

 

เป็นอย่างไรกันบ้างคะสาวๆ กับ 9 วิธีดูแลผิวหน้าในแบบง่ายๆ ลองทำตามนี้เป็นประจำสิคะ การมีผิวหน้าสวยใสจะอยู่ไม่ไกลเกินคว้าแน่นอน